วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556







    การบวกและลบเลขฐานสอง
     1) การบวกเลขฐานสอง
         การบวกเลขฐานสอง ทำได้โดยเรียนแบบเลขฐานสิบ แต่ฐานสิบมีเลข 10 ตัว คือ 0 - 9 เมื่อบวกได้ 10 ต้องใส่ 0 แล้วทดไปข้างหน้า 1 หรือ 20 ก็ใส่ 0 แล้วทดไปข้างหน้า 2 ไปเรื่อยๆ เมื่อนำมาใช้กับเลขฐานสอง ซึ่งมีตัวเลฃสองตัวคือ 0 กับ 1 นำมาบวกกันได้ 2 ให้ใส่ 0 แล้วทดไปข้างหนั้า 1 เช่นกัน ดังตารางต่อไปนี้
นั่นคือ    0 + 0 = 0

ตัวตั้ง
   0            1
ตัวบวก
0
1
   0            1
   1            0 _03.htmทด 1

             0 + 1 = 1
             1 + 0 = 1
             1 + 1 = 0 ทด 1

ตัวอย่าง จงบวกเลขฐานสองต่อไปนี้
     1) 110 +111
     2) 1011.101 +1110.001
วิธีทำ   1) 110 +111
                    1     (ตัวทด)
                    110
                 + 111
                   1101

           2) 1011.101 +1110.001
                   111      1  (ตัวทด)
                    1011.101
                 + 1110.001
                   11001.110

     2) การลบเลขฐานสอง
          การลบเลขฐานสองทำโดยตารางข้างล่างนี้ แต่เมื่อลบไม่ได้ ต้องมีการยืมหลักข้างหน้าสำหรับัวเลขฐานสองยืม 1 จะได้ 2 (เท่ากับฐาน)

ตัวตั้ง
   0                             1
ตัวลบ
0
1
   0                             1
   1 ยืม 1                   0

นั่นคือ    0 - 0 = 0

             0 - 1 = 1 ยืม 1
             1 - 0 = 1
             1 - 1 = 0

ตัวอย่าง จงหาค่า 1010.11 - 111.01
วิธีทำ                 1 0 1 0 . 1 1
                        -   1 1 1 . 0 1
                          0 0 1 1 . 1 0
      1010.11 - 111.01 = 0011.10









แหล่งที่มาhttp://www.np.ac.th/np/Elearning/Computer/Mathforcom/BaseNum  30/08/56

คณิตศาสตร์มายากล


รหัสลับสลับเลข “

     มายากลชุดนี้มีต้นแบบมาจากรายการโทรทัศน์ที่มีชื่อภาษาไทยว่า  “ฉลาดสุดๆ”  ทางช่อง 9 อสมท. คืนวันพฤหัสบดี  แต่นานมากแล้ว จำวันที่ออกอากาศไม่ได้    โดยจะใช้การคำนวณขั้นพื้นฐานมาสร้างเป็นรหัสลับที่ดูเหมือนจะมีความซับซ้อน  แต่นักมายากลคณิตศาสตร์สมัครเล่น ก็สามารถไขปริศนาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

     นักมายากล ให้ผู้ชมเลือกจำนวนที่มีค่าไม่เกิน  100  ไว้ในใจหนึ่งจำนวน และตัวเลขทั้งสองหลักต้องไม่ซ้ำกัน  เช่นเลือก  1  ได้ เพราะเมื่อเขียนเป็นสองหลักจะหมายถึง  01  แต่เลือก  22  ไม่ได้ เพราะตัวเลขซ้ำกัน

     เมื่อผู้ชมเลือกจำนวนได้แล้ว นักมายากลบอกให้ผู้ชมสลับที่ตัวเลขทั้งสอง คือเปลี่ยนตัวเลขในหลักหน่วยไปอยู่ในหลักสิบ  และเอาตัวเลขในหลักสิบไปไว้ในหลักหน่วย  เช่น  จำนวนที่เลือก คือ  47  ให้สลับที่ตัวเลขได้จำนวนใหม่เป็น  74

     นักมายากลบอกให้ผู้ชมหาผลต่างของจำนวนทั้งสอง โดยให้จำนวนที่มีค่ามากกว่าเป็นตัวตั้ง แล้วลบออกด้วยจำนวนที่มีค่าน้อยกว่า  และจำคำตอบที่ได้เอาไว้  หรือจะเขียนเพื่อกันลืมก็ได้ แต่อย่าให้นักมายากลเห็นเป็นอันขาด  เช่น  เลือก  47  สลับที่ได้เป็น  74   ดังนั้นหาผลต่างได้ดังนี้   74 47  =  27    จำคำตอบ  27  ไว้ในใจ 

     เมื่อผู้ชมหาผลต่างเรียบร้อยแล้ว นักมายากลหยิบกระดาษรหัสลับขึ้นมา  1  แผ่น  และส่งให้ผู้ชมดูว่าจำนวนที่เป็นคำตอบนั้นตรงกับตัวอักษรใด  นักมายากลรับกระดาษรหัสลับคืน หลับตาทำสมาธิ  2 3  วินาที และเมื่อลืมตาขึ้นก็บอกตัวอักษรตัวนั้นได้ถูกต้อง

          ( ผู้ชมปรบมือแสดงความชื่นชม   นักมายากลคำนับผู้ชม   จบการแสดงมายากลชุด รหัสลับสลับเลข )



 เช่น   จำนวน     4,503.217   สามารถเขียนกระจายตามหลักได้ดังนี้
     4,503.217  =  ( 4 x 103 ) + ( 5 x 102 ) + ( 0 x 101 ) + ( 3 x 100 ) + ( 2 x 101 ) + ( 1 x 102 ) + ( 7 x 103 )

                       =   4000 + 500 + 0 + 3 + 0.2 + 0.01 + 0.007


   กลับมาที่การแสดงมายากล  สมมุติว่าผู้ชมเลือกจำนวนเลขสองหลัก คือ  AB   โดยที่  และ  ไม่ใช่ตัวเลขตัวเดียวกัน เพราะไม่ให้ใช้จำนวนที่มีตัวเลขซ้ำกัน

  เมื่อเขียนกระจายตามหลักจะได้     AB   =   ( A x 101 ) + ( B x 100 )

                                                          =   10A + B

 และเมื่อมีการสลับตำแหน่งจะได้เป็นจำนวน  BA

                                   ดังนั้น    BA   =   10B + A


       ต่อไปให้หาผลต่างของจำนวนทั้งสอง ซึ่งหมายความว่าให้นำจำนวนที่มีค่ามากกว่าเป็นตัวตั้งแล้วลบออกด้วยจำนวนที่มีค่าน้อยกว่า

     กรณีที่ 1    ถ้า  AB  มีค่ามากกว่า  BA     (  เช่น   52   มีค่ามากกว่าจำนวนที่สลับที่ คือ  25  )

               จะได้ผลต่าง   =   AB – BA

                                   =   ( 10A + B ) – ( 10B + A )

                                   =   10A + B – 10B – A

                                   =   9A – 9B

                                   =   9 ( A – B )

     กรณีที่ 2    ถ้า  AB  มีค่าน้อยกว่า  BA     (  เช่น   39   มีค่าน้อยกว่าจำนวนที่สลับที่ คือ  93  )

               จะได้ผลต่าง   =   BA – AB

                                   =   ( 10B + A ) – ( 10A + B )

                                   =   10B + A – 10A – B

                                   =   9B – 9A

                                   =   9 ( B – A )

          จากทั้งสองกรณีจะเห็นได้ว่าค่าของผลต่างเป็นพหุคูณของ 9  หรือก็คือค่าของผลต่างที่ได้ต้องมี  9  เป็นตัวคูณอยู่ด้วยเสมอ    ในขณะที่ค่าของ  A – B  หรือ  B – A  สามารถเป็นได้ตั้งแต่  1  ถึง  9   แสดงว่าผลต่างที่ได้จะต้องเป็นเพียงค่าใดค่าหนึ่งต่อไปนี้เท่านั้น  คือ   9 , 18 , 27 , 36 , 45 , 54 , 63 , 72  หรือ  81

          ดังนั้นในการสร้างแผ่นรหัสลับ  ตัวอักษรที่จะเขียนอยู่กับตัวเลข 9 , 18 , 27 , 36 , 45 , 54 , 63 , 72  หรือ  81 ต้องเป็นตัวอักษรตัวเดียวกัน  ซึ่งนักมายากลจะสามารถทายตัวอักษรได้ทันที   แต่ต้องสร้างแผ่นรหัสลับที่ไม่ให้ผู้ชมสังเกตพบลักษณะพิเศษนี้ได้ง่าย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าต้องแสดงซ้ำหลายครั้งก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำแผ่นรหัสลับที่แตกต่างกันออกไปหลายๆ แบบ

คณิตศาสตร์กับงานศิลปะ









การผสมผสานระหว่างศิลปะกับคณิตศาสตร์
สำหรับส่วนนี้จะนำเสนอเกี่ยวกับผลงานทางศิลปะซึ่งจำลองหรือสร้างมาจากสมการทางคณิตศาสตร์ มีทั้งแบบ 2 มิติ 3 มิติ ทั้งแบบเส้นและ  แบบกราฟิก ซึ่งมีความสวยงามจนไม่น่าเชื่อว่าล้วนแต่มาจากสมการทางคณิตศาสตร์ที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการสร้างรูปเหล่านี้ขึ้นมา
ไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงามเท่านั้นที่ได้รับจากการผสมผสานคณิตศาสตร์เข้ากับศิลปะดังที่แสดงไว้ข้างต้น แต่ยังทำให้ได้รับประโยชน์อื่นๆจากสิ่งเหล่านี้ ได้แก่
ช่วยเชื่อมโยงการทำงานของสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ทำให้คนทั่วไปมีใจรักในคณิตศาสตร์หรือมองเห็นคุณค่าและความงามของคณิตศาสตร์มากขึ้น
นำไปสู่การออกแบบศิลปะรูปแบบใหม่ๆ แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคณิตศาสตร์กับธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม


วันที่ 30 สิงหาคม 2556


 





เทคนิกการคิดเลขเร็ว






เด็กนักเรียนเริ่มรู้จักตัวอักษร ก, , ... พร้อมกับตัวเลข 1, 2, 3 ... และเรียนรู้วิธีสะกดคำ พร้อมกับการนับเลขซึ่งเป็นพื้นฐานของการคำนวณ ถ้าเด็กสามารถบวกเลข 1 หลักได้ ก็สามารถหาผลบวกของเลขกี่หลักก็ได้ เพราะการบวกเลขหลายหลักใช้วิธีคำนวณทีละหลักแล้วทดไปหลักถัดไป การบวกเลขง่ายกว่าการอ่านหนังสือเพราะตัวเลขมีเพียง 10 ตัว (0-9) นำมาจับคู่บวกกันได้ 10 x 10 = 100 คู่ (เลข 1 หลัก) แต่ตัวอักษร สระ และวรรณยุกต์มีถึง 44 ตัว นำมาผสมเป็นคำศัพท์ต่าง ๆ ได้มากกว่า 100 คำ

สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ มีนักเรียนจำนวนมากสามารถอ่านหนังสือได้โดยไม่ต้องสะกด แต่ไม่สามารถหาผลบวกได้โดยไม่ต้องนับ การอ่านหนังสือโดยไม่ต้องสะกดเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะถ้านักเรียนยังคงต้อง สะกดทุกคำในการอ่าน จะไม่สามารถอ่านตำราเป็นเล่มได้รู้เรื่อง เพราะเสียสมาธิไปกับการสะกด แทนที่จะใช้สมาธิไปกับเนื้อหาที่อ่าน ทักษะการคำนวณก็เช่นกัน หาก นักเรียนต้องใช้สมาธิไปกับการนับเลขเพื่อหาผลลัพธ์จะทำให้เหลือสมาธิสำหรับแก้ปัญหาอื่นน้อยลง
คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมนักเรียนสามารถอ่านหนังสือโดยไม่ต้องสะกดได้ แต่ไม่สามารถบวกเลขโดยไม่ต้องนับ ? ทั้งที่ตัวเลขมีเพียง 10 ตัว (0-9) แต่ตัวอักษร สระ และ วรรณยุกต์ไทยมีถึง 44 ตัว ผลลัพธ์น่าจะกลับกัน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปลูกฝังความคิดว่าคณิตศาสตร์เป็นเรื่องของความเข้าใจ ขอให้เข้าใจก็พอ ไม่ต้องจำ นักเรียนส่วนใหญ่จึงหยุดพัฒนาทักษะด้านคำนวณ เพราะเมื่อนับแล้วได้คำตอบ ก็แสดงว่าเข้าใจแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีทักษะมากไปกว่านี้ นอกจากนี้การใช้เครื่องคิดเลขจนเคยชิน มีส่วนทำให้ทักษะในการคำนวณหดหายไป แต่ในการสอบแข่งขันมักไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องคิดเลข

เนื้อหาส่วนนี้เป็นการนำเสนอวิธีพัฒนาความเร็วในการบวก ลบ คูณ และหารเลข ซึ่งเป็นทักษะการคำนวณที่จำเป็นอย่างมากในการทำข้อสอบ เนื่องจากทุกสนามสอบมีการจำกัดเวลา นักเรียนต้องคำนวณให้ได้คำตอบที่ถูกต้องก่อนหมดเวลา ดังนั้นผู้ที่สามารถคิดเลขได้เร็วกว่าย่อมได้เปรียบ

วิธีสอนบวกเลขในชั้นอนุบาล เริ่มจากการนับ การบวกคือนับเพิ่ม เช่น วิธีหาคำตอบของ 5 + 3 คือนับต่อจาก 5 ไปอีก 3 นักเรียนหาผลบวกโดยนับ 6, 7, 8 ดังนั้นคำตอบของ 5 + 3 คือ 8 การหาผลบวกโดยการนับเป็นการสอนให้เข้าใจความหมายของการบวกเลข หากต้องการพัฒนาทักษะการบวกให้ได้คำตอบอย่างรวดเร็วจำเป็นต้องนำเทคนิคอื่นมาใช้แทนวิธีนี้ ถ้าไม่ใช้วิธีนับแล้วจะหาคำตอบได้อย่างไร ? ขอให้นึกถึงการพัฒนาทักษะการอ่านหนังสือของเรา เมื่อเริ่มเรียนหนังสือ เราถูกสอนให้สะกดเสียงตามตัวอักษร แล้วนำเสียงที่สะกดมารวมเป็นเสียงของคำ เมื่อเราเข้าใจวิธีสะกด และสะกดซ้ำ ๆ จนชำนาญ จากนั้นจะเกิดการพัฒนาอีกระดับหนึ่งที่สำคัญมากคือสามารถอ่านเสียงของคำนั้นได้ทันทีที่เห็นโดยไม่ต้องสะกด

เช่น เมื่อเห็นคำว่า "กัด" เราอ่านออกเสียงได้ทันทีว่า กัด ถ้าสลับระหว่างตัว "ก" และ "ด" จะได้คำว่า "ดัก" ซึ่งอ่านออกเสียงว่า ดัก เราสามารถอ่านออกเสียงได้ทันทีที่เห็นโดยไม่ต้องสะกด เพราะเราจำคำศัพท์นั้นทั้งคำ ไม่ใช่จำแค่ตัวอักษร แต่เราจำตำแหน่งการวางตัวอักษรด้วย นั่นคือเราจำคำศัพท์เหมือนเป็นสัญญาลักษณ์ของเสียง ถ้าเราประยุกต์หลักการนี้กับการบวกเลข เมื่อเห็น 5 + 3 เราจะบอกคำตอบได้ทันทีว่า 8 เราจำ 5 + 3 เป็นสัญญาลักษณ์แทนเลข 8 ซึ่งเป็นคำตอบของผลบวก เช่นเดียวกับที่เราจำศัพท์เป็นสัญญาลักษณ์แทนเสียงของคำ เทคนิคนี้ทำให้เราหาผลบวกได้เร็วพอ ๆ กับการอ่านหนังสือโดยไม่ต้องสะกด

การอ่านหนังสือโดยไม่ต้องสะกดเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนทำได้ ขอให้นึกย้อนกลับไปในอดีตว่าเราทำอย่างไรจึงสามารถพัฒนาความสามารถขึ้นมาได้ถึงระดับนี้ ตอนนี้เราจะย้อนกลับไปทำอย่างนั้นอีกครั้งแต่ไม่ใช่กับตัวหนังสือ แต่เป็นตัวเลข

ถ้านำเลข 10 ตัว คือ 0-9 มาจับคู่บวกกัน 1 หลักจะได้คู่บวกทั้งหมด 10 X 10 = 100 คู่ ซึ่งใช้เป็นพื้นฐานของการบวกเลข ไม่ว่าจะบวกเลขกี่หลัก ก็คำนวณจากคู่บวกพื้นฐานนี้ เพราะการบวกเลขหลายหลัก ทำโดย บวกทีละหลัก เริ่มจากหลักขวาสุด (หลักหน่วย) ถ้าผลบวกเกิน 10 จะทดไปหลักถัดไป ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนครบทุกหลัก

ในทางปฏิบัติไม่จำเป็นต้องจำถึง 100 คู่ เพราะเลข 0 ไม่มีความหมายในการบวกเลข 0 บวกกับเลขใดก็ได้คำตอบเท่ากับเลขตัวนั้น ดังนั้นตัดเลข 0 ทิ้ง ในทำนองเดียวกันสามารถตัดเลข 1 ทิ้ง เพราะการบวกด้วย 1 ทุกคนหาคำตอบได้ทันทีโดยไม่ยุ่งยาก เหลือตัวเลขเพียง 8 ตัวคือ 2 - 9
ถ้านำมาจับคู่บวกจะได้ 8 x 8 = 64 คู่
ไม่ต้องจำคู่บวกถึง 64 คู่ เพราะสามารถใช้เทคนิคบางอย่างช่วยดังนี้
1.
การบวกมีคุณสมบัติการสลับที่ หมายถึงเมื่อสลับที่ระหว่างตัวตั้งและตัวบวกจะได้คำตอบเท่ากัน เช่น 2+3 = 3+2 คู่บวกที่อยู่ทางซ้ายของเส้นทแยงมุมสีฟ้าให้ผลบวกเท่ากับคู่บวกที่อยู่ทางขวาของเส้นทแยงมุม นั่นคือตัวเลขที่ระบายสีเขียวนี้ไม่ต้องจำ
2.
การบวกตัวเลขที่เท่ากัน ใช้วิธีคูณด้วย 2 เช่น 6+6 = 6x2 = 12 ดังนั้นชุดตัวเลขที่อยู่ในแนวสีฟ้าไม่ต้องจำ
3.
การบวกตัวเลขที่ต่างกันอยู่ 1 สามารถปรับให้เลขเท่ากันโดย +1 หรือ -1 แล้วคูณด้วย 2 จากนั้นชดเชยผลคูณด้วย - 1 หรือ +1 อีกครั้ง
ตัวอย่าง
6+7 = 6+6+1 = (6x2)+1 = 13 หรือ
6+7 = 7+7-1 = (7x2)-1 = 13
ดังนั้นไม่ต้องจำคู่บวกในตารางที่เป็นสีชมพู
4.
การนำเลข 9 ไปบวกกับตัวเลขอื่น ใช้เทคนิคทำให้เลข 9 เป็นเลข 10 ซึ่งช่วยให้การบวกเลขง่ายขึ้น 6+9 = (5+1)+9 = 5+(1+9) = 5+10 =15
ดังนั้นจึงไม่ต้องจำคู่บวกของ 9 เพราะหาคำตอบได้เร็วโดย - 1 ออกจากตัวที่นำมาบวกกับ 9

เหลือคู่บวกที่อยู่ในช่องสีขาวคือคู่บวกที่ต้องจำ ซึ่งมีเพียง 15 คู่ ในบรรดาคู่บวกเหล่านี้ขอเน้นคู่ที่ให้ผลบวกเป็น10 เพราะช่วยให้การบวกเลขง่ายขึ้น และช่วยให้การลบเลขเร็วขึ้นด้วย (ดูเทคนิคการลบเลขเร็วโดยใช้คู่บวกที่ให้ผลบวกเป็น 10 ) การจำคู่บวกเพียง 15 คู่เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับการจำคำศัพท์ในพจนานุกรมที่เราสามารถอ่านออกเสียงได้เกือบทุกคำโดยไม่ต้องสะกด เราสามารถจำคำศัพท์ได้มากมายเพราะเราใช้คำเหล่านั้นในชีวิตประจำวัน ทั้งพูด อ่าน เขียน ดังนั้นวิธีการที่ทำให้เราจำคู่บวกได้แม่นยำคือต้องเห็นคู่บวกเหล่านี้ทุกวัน และนำมาใช้บ่อย ๆ เหมือนการใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน มาจับคู่บวกจะได้ 8 x 8 = 64 คู่ ดังนี้

ใช้เวลาช่วงเดินทางบนท้องถนนฝึกบวกเลข โดยหาผลบวกของเลข 4 ตัวในทะเบียนรถ เช่น ทะเบียนรถ "สจ 5634" ผลบวกคือ 5+6+3+4 = 18 ในการฝึกห้ามใช้วิธีนับ เพราะวัตถุประสงค์การฝึกคือต้องการเลิกให้วิธีนับ ให้ใช้เทคนิคต่าง ๆ ที่กล่าวไว้ข้างต้น ขอให้ฝึกแบบสนุก โดยคิดว่ากำลังเล่นวิดีโอเกมไล่ยิงรถที่วิ่งอยู่บนท้องถนน กติกาของเกมคือหาผลบวกของเลข 4 ตัวในทะเบียนรถ ถ้าได้ผลบวกก่อนที่รถคันนั้นเคลื่อนที่ไปพ้นสายตาถือว่ายิงถูกเป้า แต่ถ้ามันเคลื่อนพ้นสายตาไปแล้วยังไม่ได้ผลบวกแสดงว่ายิงพลาดเป้า ขอให้เล่นเกมนี้ทุกวันที่เดินทางบนถนน เล่นจนจำผลบวกของตัวเลข 1 หลักได้ทุกคู่ เหมือนจำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้ทุกคำ

หลังจากฝึกบวกเลข 1 หลักจนชำนาญแล้ว ให้ฝึกบวกเลข 2 หลัก โดยแบ่งเลข 4 ตัวในทะเบียนรถ เป็นเลข 2 หลัก สองจำนวน แล้วนำสองจำนวนนี้บวกกัน เช่น 5634 = 56 + 34 = 90 เริ่มบวกหลักหน่วยก่อนคือ 6+4 =10 ได้ 0 ที่หลักหน่วยของคำตอบแล้วทด 1 ไปหลักสิบ ผลบวกของหลักสิบคือ 5+3 และบวกที่ทดไว้อีก 1 ได้ 9 ที่หลักสิบ คำตอบทั้งหมดคือ 90 เมื่อฝึกจนจำคู่บวกทุกคู่ได้อย่างแม่นยำแล้ว เราจะสามารถบวกเลขได้เร็วเหมือนอ่านหนังสือ
ฝึกบวกเลขเร็ว

ทักษะการบวกเลขเร็วเกิดจากการทำซ้ำ ๆ ทุกวัน เหมือนการหัดอ่านหนังสือ ต้องอ่านทุกวันเพื่อให้อ่านได้คล่อง แม้จะเข้าใจหลักการการฝึก แต่หลายคนไม่สามารถปฏิบัติได้สำเร็จ เพราะเกิดความเบื่อหน่ายที่ต้องทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน


ที่มา: http://www.mathsmethod.com/speedup-add.php     19/08/56